Menu Close

Facebook เอาข้อมูลเราไปทำไม?

FB Data Privacy Policy

ในระยะหลังๆ เราคงได้ยินมาเยอะว่า เราอยู่ในยุคของข้อมูล ใครมีข้อมูลมากกว่าย่อมได้เปรียบ ส่งผลต่อการค้นหาวิธีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มี (Big Data) บางบริษัทเริ่มทำการเก็บข้อมูลผ่านการสะสมแต้ม บัตรสมาชิก และแลกแต้มบัตร CRM ต่างๆ

หนึ่งบริษัทชั้นนำของโลก ณ ตอนนี้อย่าง Facebook ก็เช่นกัน ในการสมัคร Facebook เราต้องทำการระบุชื่อ เพศ อายุ ผูกเบอร์โทรศัพท์ อีเมลล์ รวมถึง Status อย่างเช่น โสด ไม่โสด คบกับใครอยู่ แต่งงานแล้วหรือยัง ซึ่งจากปริมาณของจำนวนผู้ใช้ Facebook เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า Facebook มีข้อมูลเป็นอันดับต้นๆในโลก

ซึ่งข้อมูล ข้อมูล และข้อมูล! นี้เอง ที่ทำให้ในระยะหลังพี่มาร์ค โดนโจมตีค่อนข้างมาก (โดยเฉพาะในฝั่งตะวันตก) ในเรื่องของ Data Privacy หรือการล่วงละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ซึ่งนับตั้งแต่เหตุการณ์ของ Cambridge Analytica ทำให้ราคาหุ้นของ Facebook ดำดิ่งอย่างหยุดไม่อยู่ (ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน พี่มาร์คขยับขึ้นเป็นเศรษฐี Top 3 ในโลกจากราคาหุ้น Facebook ที่เพิ่งทำ New High)

ราคาหุ้น Facebook ตกอย่างต่อเนื่อง หลังจากเหตุการ์ณ Cambridge Analytica
ราคาหุ้น Facebook ตกอย่างต่อเนื่อง หลังจากเหตุการ์ณ Cambridge Analytica

คำถามคือ ทำไม Facebook ยังดันทุลัง ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้?

คำถามคือในเมื่อโดนโจมตี ส่งผลต่อการร่วงของราคาหุ้นขนาดนั้น แล้วทำไม Facebook ถึงยังดันทุลังเก็บข้อมูลต่างๆของเราอีก (แถมให้เราสามารถอัพรูปเป็นกิ๊กๆ ได้ฟรี) ยัง tag เพื่อนอัตโนมัติเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย?

1 ในหลายๆคำตอบแน่ๆ ก็คือ Facebook ใช้ข้อมูลของเราในการโฆษณา

หากใครติดตามการสัมภาษณ์ของพี่มาร์คในรัฐสภาที่สหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆนี้ พี่มาร์คตอบค่อนข้างชัดเจนว่า Facebook หาเงินด้วยการโฆษณา

Facebook advertisement
Facebook สร้างรายได้จากการโฆษณา

ซึ่งการที่เราระบุข้อมูลต่างๆนี้เอง ทำให้ Facebook สามารถตอบโจทย์ให้แบรนด์ต่างๆ สามารถยิงโฆษณาได้อย่างแม่นยำ (ลองสังเกตุดูว่า หลายๆครั้ง เราบอก Facebook ก่อนจะบอกคนรอบข้างอีก) ไม่ว่าจะเป็นคบกับใคร หรือเลิกกับใคร (relationship status) หรือจะไปเที่ยวไหนก็จะเช็คอินสถานที่ต่างๆ (บางครั้งระบุใน status เลยด้วยว่าอีกกี่วันกลับ 555+) ยังไม่รวมถึงการศึกษาว่าจบ ป ตรี ป โท หรือการกดไลค์เพจต่างๆ

ซึ่งเมื่อเราดูจากเครื่องมือการยิงโฆษณาหลังบ้านของ Facebook เราจะพบว่า แบรนด์ต่างๆ สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายในการยิงโฆษณา

FB Ads Targeting on Demographic, Location, and Language
การยิงโฆษณาบน Facebook โดยการระบุสถานที่, อายุ, เพศ รวมถึงภาษาของผู้ใช้งาน

จากรูปจะเห็นว่าแบรนด์สามารถเลือกอาณาเขตพื้นที่, อายุ, เพศ, และภาษา ในการเลือก Targeting ในเชิง Demographic

Facebook Interest Targeting
หรือ เลือกความสนใจ

นอกจากการเลือก Demographic แล้ว Facebook ยังสามารถเลือกความสนใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชอบสินค้าประเภทไหน หรือมีพฤติกรรมอย่างไร (ในกรณีนี้ยกตัวอย่างเช่น ชอบมหาวิทยาลัยจุฬาฯ โดยเราจะเห็นว่า Facebook แนะนำให้เลือกคนที่ทำงานที่มหาลัยจุฬาด้วย (employers)).

ซึ่งจากตัวอย่างต่างๆในบทความนี้ เราจะเห็นได้ว่า Facebook มีข้อมูลต่างๆ สำหรับสินค้า หรือแบรนด์ในการยิงโฆษณาค่อนข้างแม่นยำ รวมถึงปริมาณผู้ใช้ของ Facebook ในไทย และทั่วโลกที่มากเป็นอันดับ 1 ในโลก (2.3 พันล้านคน) ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Facebook ถึงต้องหาวิธีต่างๆ เพื่อทำให้ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลและสร้าง features อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

ท่านสามารถติดตามข้อมูลดีๆจาก AVM เพิ่มเติมได้ที่